Hmongkung’s Blog


Collision and Broadcast Domain
มิถุนายน 2, 2009, 4:17 pm
Filed under: มงคลศึกษา

เนื่องจากเจอบ่อยในข้อสอบ CCNA เลยขอเขียนนิดนึง
ว่า ความแตกต่างระหว่าง Collision Domain กับ Broadcast Domain ต้องอธิบายทีละตัวก่อน

Collision Domain คือ ขอบเขตที่มีโอกาสจะส่งเฟรมมาชนกันได้หากมีเครื่องอื่นส่งเฟรมมาพร้อมๆกัน การเกิดเหตุการณ์นี้ได้นั้นเมื่อ Host หลายๆ ตัวเชื่อต่อกัน โดยใช้ Hub เพราะ Hub ทำงานโดยใช้สายไฟชุดเดียวกัน (Hub ทำงานที่ Layer1)แต่ใน Switch นั้นจะมีการแบ่งแยกสายไฟของใครของมัน (Switch ทำงานที่ Layer2) ทำให้มีการเพิ่ม Collision Domain เข้าไปตาม Port
จึงสรุปได้ตามนี้ว่า
ใน Hub มี 3 port เชื่อมต่อกันอยู่ จะมี 1 Collision Domain
ใน Switch มี 3 port เชื่อมต่อกันอยู่ จะมี 3 Collision Domain
ใน Router มี 3 port เชื่อมต่อกันอยู่ จะมี 3 Collision Domain

Broadcast Domain คือ ขอบเขตของการรับและส่ง Broadcast frame เป็น frame ที่มี address ปลายทางเป็น Broadcast address (มีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกๆ เครื่องได้รับ frame นั้นไปประมวลผล) หากเครื่อง A และ B อยู่ใน Broadcast Domain เครื่อง B จะได้รับ Broadcast frame จาก A โดย Hub เมื่อได้รับ Broadcast frame ตามธรรมชาติของ Hub จะส่งออกไปทุก port อยู่แล้วส่วนใน Switch (ที่มีเพียง 1 Vlan เพียงเท่านั้น)เมื่อได้รับ Broadcast frame จะ forward ไปทุกๆ port ที่มีการเชื่อต่ออยู่ แต่ใน Router เมื่อได้รับ Broadcast frame มาจะไม่มีการ forward ไปยังทุก port
จึงสรุปได้ตามนี้ว่า
ใน Hub มี 3 port เชื่อมต่อกันอยู่ จะมี 1 Broadcast Domain
ใน Switch(1 Vlan) มี 3 port เชื่อมต่อกันอยู่ จะมี 1 Broadcast Domain
ใน Router มี 3 port เชื่อมต่อกันอยู่ จะมี 3 Broadcast Domain

โดยเมื่อเราเข้าใจถึงสองคำนี้แล้ว จะนำคำสองคำนี้ไปนิยามเรื่องการ แบ่ง Vlan หรือเรื่องของ Subnet ให้เข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็น
กว่าจะเข้าใจ … งงตั้งนาน อ่ะ



ชั่วโมงสองของ INT 651
พฤษภาคม 26, 2009, 12:22 pm
Filed under: มงคลศึกษา

กลับมาพบกับวิชาเรียนอีกครั้งกับชั่วโมงที่สองของ int 651
ศัพท์สองคำที่ต้องรู้จักคือ Formal standard กับ De facto standard
Formal standard คือ มาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยองค์กรกลาง
De facto standard คือสิ่งที่ใช้ตามกันมา ไม่ได้กำหนดโดยองค์กรกลาง

เรื่องต่อมาคือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร
ในการติดต่อสื้อสารของคนนั้น พูดด้วยกัน 3 เรื่องคือ
1.เรื่องของกายภาพนั้น (Physical) ในการส่งข้อมูลจะใช้ทางไหน เช่นเสียง, มือ หรือตา (หรือหัวใจ) ถ้าไม่มีหรือใช้คนล่ะช่องทางทำให้การรับข้อมูลไม่เกิดขึ้น
2.เรื่องของภาษาไหนในการติดต่อ (Linguistic) ในการติดต่อกันจะใช้อะไรในการติดต่อ เช่น ภาษาไทย อังกฤษ หรือจีน ถ้าไม่มีหรือใช้คนล่ะภาษาทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง
3.หัวข้อที่คุยกันเป็นเรื่องใด (Cognitive) รู้ว่าหัวข้อที่คุยเป็นเรื่องใดไหว้วานกันแบบไหนถ้าไม่มีก็คุยกันไม่รู่เรื่อง เช่น คนถาม ถามว่า กินไรมา แต่คนตอบ ตอบว่า ไปทะเลมา ทำให้ได้รับข้อความผิดได้

การจะให้ 3 เรื่อง ทำงานพร้อมกันได้ในแต่ล่ะเรื่องต้องมีกติกามากำกับ(Protocol คือ ชุดของกฏที่เป็นข้อตกลงระหว่างคนสองคน กำหนดว่าเราจะสื่อสารระหว่างชั้น [Layer]เป็นแบบไหน และ วิธีการที่จะ Interface เข้ากับชั้นถัดไปเป็นอย่างไร)

ดังนั้นแล้วในการติดต่อระหว่างคนมีดังนี้
1. ในทางกติกาใช้เสียงในการติดต่อ
2. ใช้ภาษาไทยในการพูดคุย
3. หัวข้อที่คุยคือเรื่องการสอบถามเวลา

แต่ Computer ติดต่อกันนั้นซับซ้อนกว่าคนมาก ทำให้ต้องมีกติกาทั้งหมด 7 เรื่อง
เรียกว่า Open System Information (OSI) คือการติดต่อแบบระบบเปิด
ทำไมต้องเป็นระบบเปิด เพราะ
1. ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถทำงานในเรื่องที่ตนเองถนัดได้อย่างเต็มที่
2. เพื่อให้ต่างผู้ผลิต ต่างยี่ห้อ ต่างสถาปัตยกรรม สามารถทำ Interoperability หรือ Interconnection ใน Layer เดียวกันได้ และในต่าง Layer ผู้ผลิต ต่างยี่ห้อก็สามารถทำงานร่วมกันได้
3.ง่ายต่อการพัฒนา, การเรียนรู้, ออกแบบ และแก้ปัญหา Protocol ในแต่ล่ะ Layer

เป็นมาตรฐานที่ ISO ออกมา ซึ่งบอกกติกา 7 ชั้น(เรื่อง) มีดังนี้

ชั้นที่ 7 Application Layer คือเซตของ Utility (คำไหว้วาน)ให้ Application Program ใช้เช่น ถ้าเราต้องการไหว้วานเรื่องการเปิดเวป ต้องใช้Protocol HTTP ในการไหว้วาน ถ้าเราไม่มีชั้น Application Layer เราต้องเขียนโปรแกรมในการเปิดเวปเอง

ชั้นที่ 6 Presentation Layer การนำเสนอ data ให้กับ User เข้าใจได้เลือกใช้ Format data (Data structure) เป็นแบบไหนรวมถึงการเข้ารหัสข้อมูลด้วย ทำไมต้องมี Presentation Layer เพราะ Present แปลว่า การนำเสนอ ตัว A หรือ B วิ่งในคอมเราต้องมี Format data ให้มันว่าจะเก็บ A หรือ B ในรูปแบบไหน บน Network ก็ต้องมี Format data เช่นกัน

ชั้นที่ 5 Session Layer เริ่มไหว้วานอย่างไรเมื่อไหว้วานจบแล้วต้องทำอย่างไร เป็นเหมือนผู้กำกับเวทีคอยบอกจังหวะในการติดต่อ Session เป็นตัวเปิด Process ของอีกเครื่องหนึ่ง เรียกว่า Remote Process call

ในสามชั้นนี้เป็นเรื่องของ Software เมื่อดู Code แล้วทำให้รู้ว่า 3 ส่วนนี้แยยออกจากกันยากทำให้ส่วนมากเมื่อคุยกัน ใน Layer บนจะรวมกันเป็น Application Layers (มี s ด้วยนะ เป็น plu noun ฮึ่ม) ทำให้หน่วยที่ลงมาจาก 3 ชั้นนี้เรียกว่า message

ใน Host เครื่องหนึ่ง ไม่ได้ทำ Application เพียงตัวเดียว เราสามารถเปิดบิตและเล่นเวปไปพร้อมกันได้ในเครื่องเดียวต้องมีตัวมากำหนดว่า message ที่ลงมาจาก 3 ชั้นบนนั้น เป็น message ของ Application ไหน

ชั้นที่ 4 Transport layer คือการรองรับการทำงานของหลายๆ Process ที่อยู่บน Host ตัวเดียวกัน เรียกว่า Multiplex Application เพื่อให้ Application หลายๆ Application ได้ใช้ Layer ล่างๆร่วมกันได้

ถ้าเราไม่มี Transport Layer เวลาดูเวปต้องใช้สายไฟเส้นหนึ่ง เข้าเมลก็ต้องใช้สายไฟอีกชุดทำให้ยุ่งยาก(แปลว่า 1 App ต่อ 1 phy )
แต่เมื่อมี Transport เข้ามาช่วย ทำให้เรารู้ว่า message นี้เป็นของใครและต้องส่งให้ Process ไหน (แปลว่า หลาย App บน 1 phy )

ในชั้นนี้ จะเป็นการติดต่อกันระหว่าง Process และ Process

เมื่อมี message ที่ส่งมาจาก Application Layers มีขนาดยาวยาวมาก จำเป็นต้องมีการแบ่งให้มีขนาดเล็กลงแล้วแปะ Port(Address ของชั้น Transport ไว้บอกว่า message นี้มาจาก Application ไหน) ส่งไป หน่วยที่เกิดจาก Transport เรียกว่า segment

Protocol ในชั้นนี้มี TCP (Transmitsion Control Protocol) และ UDP (User Datagram Protocol) โดยที่
TCP เหมาะกับ message ยาว และต้องการความถูกต้องแต่มีพิธีการมากในการส่ง
UDP เหมาะกับ message สั้น ไม่มีการรับรองเรื่องความผิดพลาดของข้อมูลแต่ไม่เรื่องมากในการส่ง

ในการทำ Interoperability ระหว่าง Host สองตัวไม่ได้อยู่ใน Network เดียวกันทำให้ต้องมีการระบุชื่อ Network ลงไปและเลือกเส้นทางที่จะไปเป็นหน้าที่ของ Network Layer

ชั้นที่ 3 Network Layer มีหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ
3.1 การตั้งชื่อ (Addressing) ในการตั้งชื่อเป็นการทำให้รู้ว่าเราส่งไปที่ Network ไหน แต่ถ้ามีเพียงแค่ชื่อ Network ไม่รู้ว่าส่งไปที่ Host ตัวไหนเหมือนกับระบุบ้านเลขที่ แต่ไม่ได้ระบุผู้รับจดหมาย ดังนั้นแล้ว Address ในชั้นนี้ จึงมี ชื่อ Network รวมกับ ชื่อ Host นั่นเอง เรียกว่า IP Address
3.2 การเลือกเส้นทางที่จะไป (Routing) การจะไปยัง Network ที่ต้องการ อาจจะผ่านหลายๆ Network การเลือกเส้นทางไปที่ดีที่สุดเป็นอีกหน้าที่หนึ่งในชั้น Network
จากการทำงานของ Network Layer เป็นการติดต่อกันในระดับ Host to Host และ หน่วยของข้อมูลที่ทำการใส่ IP Address ไปแล้ว เรียกว่า Packet หรือ Datagram

ในสองชั้นนี้ เป็นเรื่องของ Software รวมกับ Hardware และ ตั้งแต่ Network Layer ขึ้นไป Operating system เป็นคนจัดการ

ในการส่ง Packet จาก Host อยู่ภายใน Network เดียวกัน จะใช้ชั้น Datalink Layer มาทำการส่ง

ชั้นที่ 2 Datalink Layer ทำหน้าที่สร้างกล่องโดยใช้ Network Card หรือ Ship โดยการเรียง 1,0 เข้ากล่องและกล่องใบนี้หน้าตายังไง เวลาส่งกล่องต้องบอกด้วยว่ากล่งใบนี้มาจากไหนไปปลายทางไหนต้องมี Address มากำกับเรียกว่า Physical Address,Hardware Address หรือ Mac Address (Media access control) เป็น Address ที่ว่าด้วยการควบคุม เข้าถึง ใช้งาน ตัว Media (สื่อที่ใช้ในการลำเลียงข้อมูล นั่นเอง)

จากการทำงานของ Datalink Layer เป็นการติดต่อกันในระดับ Node to Node และ หน่วยของข้อมูลที่ทำการใส่ MAC Address ไปแล้ว เรียกว่า Frame

ชั้นที่ 1 Physical Layer เป็นเรื่องของการส่งข้อมูลกันจริงๆ โดยทำหน้าที่ เปลี่ยนข้อมูล เป็นไฟฟ้าหรือแสง ส่งแบบมีสายหรือไร้สาย 1,0 หน้าตาเป็นอย่างไร

ทั้ง Datalink Layer และ Physical Layer เป็นเรื่องของ Hardware ล้วนๆ
แต่ Datalink Layer ดูข้อมูลเป็นกล่อง และกล่องเป็นแบบไหน
ส่วน Physical Layer ดูข้อมูลเป็น bit และ 1,0 หน้าตาเป็นอย่างไร

การทำงานของ Host ต้นทาง และ Host ปลายทางต้องทำทุกชั้นแต่เครื่องระหว่างทาง (Node) ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกชั้น

กระบวนการ Encapsulation
การทำงานของ Host ต้นทาง และ Host ปลายทางต้องทำทุกชั้นการไหว้วานนั้นเริ่มที่ App Layerต้องจบที่ App Layer ของ Host ปลายทาง เช่นกัน
ข้อความที่ไหว้วานในชั้น App Layer เรียกว่า message ลงมาทาง Socket ผ่านมาทาง Port ต่างๆ เพื่อระบุว่ามาก App ตัวไหน เมื่อมาถึง Transport layer จะนำ message มาใส่ เบอร์ Port ลงไป message + port เรียกว่า Segment และถูกส่งไปยัง Network Layer จะเติม IP ต้นทาง และ IP ปลายทาง Segment + IP เรียกว่า Packet หรือ Datagram ถูกส่งไปยัง Datalink Layer เติมเบอร์ MAC เข้าไป เรียกว่า Frame พร้อมส่งไปยัง Physical เพื่อเปลี่ยน 1,0 เป็นไฟฟ้าหรือแสง และเมื่อไปถึง Host ปลายทางก็จะทำการกระบวนการถอด ส่วนที่เพิ่มเข้ามาในชั้นต่างๆ ไล่จาก ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุด จึงทำให้เรียก OSI ว่า Protocol Stack นั่นเอง

คำถาม คิดเล่นๆ
มี Com 2 เครื่อง โดยที่ Brower ต่อตรงกับ Server
สมมุตินะ
ถ้าเอาชั้น Network ออกได้ไหม
คำตอบคือได้ โดยใช้ Address ในชั้น Datalink แทน
ถ้าเอาชั้น transport ออกได้ไหม
คำตอบคือได้แต่ต้องมีเพียง 1 app ที่ Server และ Brower

งงกันไหม เรียบเรียงและพิมตั้งนาน เหนื่อยนะ



ชั่วโมงแรกของ INT 651
พฤษภาคม 10, 2009, 3:33 am
Filed under: มงคลศึกษา

กลับมาฟัง E-learn อีกครั้ง การเรียน วิชานี้ อ.บวรจะเน้น ถามตอบในเรื่องที่เรียนมากกว่าการสอน
คำถามทั้งเรื่องทั่วไปเช่น
1.Batch Processing กับ online Processing ต่างกันอย่างไร
การทำงานของ Batch นั้นจะเก็บงานไว้มากๆ แล้วประมวลผลทีเดียว (one task)
การทำงานของ Online นั้นจะประมวลงานนั้นทันที (multi task)

2.เรานำ IT มาใช้ในองค์กรเพื่อ
2.1 ให้การทำงานเร็วขึ้น
2.2 ค่าใช้จ่ายลดลง
2.3 ไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับระยะทาง
2.4 เปิดบริการตลอดเวลา

คำศัพท์ คำแรกที่ควรรู้คือ Interoperability คือความสามารถในการสั่งการจากระยะไกลได้
ยกตัวอย่างเช่น การเปิดไฟ ถ้าเราเดินไปปิดเอง ก็จะไม่เกิด Interoperability แต่ถ้าเราไหว้วาน (สั่งการจากระยะไกล) ให้คนอื่นมาเปิด จะเกิด Interoperability

คำถามต่อมา เรามี NW ไว้ทำไม คำตอบก็คือ มี NW ไว้ทำ Interoperability ระหว่างเครื่องคอม 2 เครื่อง
ดังนั้นแล้วการมี NW ต้องมีคอมอย่างน้อย 2 เครื่องขึ้นไป
NW ประกอบด้วย Host และ Communication link
Host คือ อุปกรณ์ปลายทาง (END System) โดยที่การเป็น Host ได้นั้นต้องทำ Application ที่ ไหว้วานกันได้ (NW App)
Host นั้นแบ่งเป็น clinet และ server
clinet เป็น Host ที่ร้องขอหรือ ไหว้วาน (request) ดังนั้น ชื่อสามารถเปลี่ยนได้
server เป็น Host ที่รอฟังคำร้องขอ (listen) ดังนั้น ชื่อไม่ควรเปลี่ยน

Communication link คือ ส่วนที่เป็นการเชื่อมต่อให้ host ได้ทำ Interoperability กันได้ ในตัว Communication link จะไม่มีการทำ (NW App)
Communication link ยังแบ่งออกเป็น ส่วน คือ
media คือเส้นทางในการเชื่อมต่อ สามารถเป็น ได้ ทั้ง ไร้สาย (วิทยุและแสง) และ มีสาย (ใยแก้วนำแสงและทองแดง)
device คือ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการเชื่อต่อ link เข้าด้วยกัน เช่น router ,switch หรือ hub
router ทำหน้าที่ เหมือนชุมสาย โดยเชื่อมต่อระหว่าง 2 nw เข้าด้วยกัน

การจะทำให้ NW ติดต่อกันได้นั้น มีสามเรื่องคือ
1.ช่องทางการติดต่อเป็นยังไง
2.ภาษาที่ใช้ในการติดต่อแบบไหน
3.การไหว้วานทำอย่างไร

ช่องทางในการเชื่อมต่อ แบ่งได้เป็นสองแบบคือ
แบบที่มีเส้นทางเป็นของตัวเอง (Circuit switching) และแบบที่ใช้เส้นทางร่วมกับผู้อื่น (Packet switching)

สมมุติว่าบนโลกใบนี้เชื่อมต่อกันเป็นแบบ Circuit จะทำให้เปิดสายเป็นดังนี้
ต่อกัน 2 เครื่อง ใช้สาย (2*(2-1))/2 = 1
ต่อกัน 3 เครื่อง ใช้สาย (3*(3-1))/2 = 3
ต่อกัน n เครื่อง ใช้สาย (n*(n-1))/2 = ?
แต่ host(n) บนโลกใบนี้ มีเป็น พันล้านเครื่องทำให้จำนวนสายที่ใช้มีมาก
การเชื่อมต่อ host จากทั่วโลกจึงนิยมใช้ การlink ร่วมกับผู้อื่นเพื่อประหยัดสาย
จึงเกิดเป็น internet โดยมีพื้นฐานมาจาก Packet หน้าที่พื้นฐานของ internet คือ การเปลี่ยนจากlink ส่วนตัว ให้มาใช้ link ร่วมกัน
ถ้าเปรียบ internet เป็นถนนที่ใช้ร่วมกัน ก็คือ ช่องทางในการติดต่อนั่นเองแต่มีแต่ช่องทางนั้นยังไม่สามารถ ไม่สมบูรณ์
จำเป็นมีกฏจราจรให้รถใช้เดินทางกันได้ ในinternet เรามีกติกาหรือภาษา คือ internet protocol (IP)
เมื่อการติดต่อมีแล้วเรื่องสุดท้ายที่พูดคือเรื่องของ การไหว้วาน ทำอย่างไร
ถ้าเราต้องการดูเวปนึงจากเครื่อง เราต้องมี ขั้นตอน ในการเรียกเวปนั้นขึ้น โดยที่ต้องเป็นขั้นตอนที่เข้าใจกันทั้งฝ่าย ผู้ร้องขอและฝ่ายผู้รับ ขั้นตอนนั้น เรียกว่า http
เราก็จะเกิด interoperbility กันได้

ต่อไปก็เป็นเรื่องย่อยๆเช่น

Markup language ต่างจาก Program language ต่างกันอย่างไรในแง่ของ Algorithm
Markup language มีแต่การนำเสนอข้อมูล ไม่มีการประมวลผล ไม่มี Algorithm
Program language มีการประมวลผล ใช้ Algorithm

Access point คือ อุปรณที่ทำให้ Host ต่อเข้ากับ Communication device โดยไม่ต้องใช้สาย (wireless นั่นเอง)
wireless กับ mobile ต่างกันอย่างไร
wireless นั้นเปลี่ยนที่ชื่อจะเปลี่ยน ไม่สามารถใช้ระหว่างเคลื่อนที่ไม่ได้
mobile ใช้ได้ขณะเคลื่อนที่โดยที่ชื่อไม่เปลี่ยน

อ.ก็คุยต่อว่า wimax กับ wifi ต่างกันที่ขนาดของการให้บริการโดยที่ wifi นั้นมีนาดเล็กกว่า wimax จะครอบคลุมทั้งเมือง แต่เดิมนั้น wimax อยู่กับที่เหมือนกับ dsl แต่สามารถไปใช้ที่ไหนก็ได้โดยชื่อเดิม ภายหลัง wimax มีความสามารถ mobility ทำให้ใช้ได้ในขณะเคลื่อนที่โดยใช้ชื่อเดิม

จบ พิมซะเหนื่อยเลย



มงคลศึกษา
พฤษภาคม 6, 2009, 7:02 am
Filed under: มงคลศึกษา

โรงเรียนที่ผมเรียนที่แรก คือ โรงเรียนวรมงคล ดันชื่อเดียวกับผมอีก
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังเรียนอยู่ เพราะการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุด เราจึงต้องขวนขวายความรู้กันต่อไป แต่เราจะเริ่มรู้ว่า เรียนหน้าแล้วก็ลืมหลัง มงคลศึกษาจึงได้เกิดขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะได้ไม่ลืมในสิ่งที่ผมศึกษามา
อาจารย์คนนึงที่ผมนับถือมาก คือ ดร.บวร ปภัสราทร ได้กล่าวถึงเรื่องการศึกษาในหลายๆแง่ว่า “สิ่งเรกที่คุณต้องรู้คือ ความแตกต่าง ระหว่าง เข้าใจ กับ เข้าจำ ;เข้าใจ คือ การทำซ้ำได้โดยมีเหตุผล ส่วน เข้าใจ คือ การทำซ้ำได้โดยที่ไม่รู้เหตุผล” คำศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ คือ “Solid concepts” หมายความว่า การเข้าใจในสิ่งนั้นและสามารถให้คำอธิบาย (Technical Term) ให้ถูกต้อง และเรื่องของ ข้อมูลแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ
1.Data คือความจริงที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมโดยยังไม่มี Process
2.Information คือ การนำ Data มาใส่ คำถาม what, who, when, where
3.Knowladge คือ การนำ Information มาใส่ คำถาม How (know How)
4.Wisdom คือ การนำ Knowladge มาใส่ คำถาม Why (know Why)

มีครั้งนึงผมได้คุยเป็นการส่วนกับ ดร.บวร ในเรื่องของการศึกษาว่า ที่อ.ออกข้อสอบไม่ได้ยากนะ แต่ต้องการทดสอบ นักศึกษา ว่ามีความสามารถในการรับและเลือกใช้ข้อมูล ได้ไหม เพราะระดับของการศึกษานั้น ปตรี คือรับข้อมูลเข้าแล้วดำเดินการ ส่วน ปโทนั้น รับข้อมูลเข้ามาและวิเคราะห์ข้อมูลว่าสิ่งนั้นสามารถทำให้เกิดประโยชน์กับการทำงานได้ไหม และปใเอกนั้นคือการสร้างทฤษฏีใหม่โดยใช้สิ่งที่มีอยู่ขึ้นมา … คมมั้ยล่ะ ดังนั้นแล้ว ในการสอบไม่อยากให้อ่านหนังสือเข้าไปก็ทำได้แล้ว แต่ต้องมีการคิดวิเคราะห์ ให้มากๆ (อย่างนี้ นี่เอง ข้อสอบ อ.เลยยากโคตร)

แต่ถึงยังไง ผมก็ยัง liquid concepts อยู่ดีนะ




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.