ผมมีเหตุผลให้ต้องมาสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นครั้งที่2แล้วที่ผมมา เพื่อนๆคงจำกันได้เราเคยมาทำงานที่นี่ตอนที่ยังไม่เสร้จมานั่ง cap สายกัน 55 สนุกมาก ไม่นึกว่าจะได้มาทำ Network ตั้งแต่ยังเด็กๆ ตอนนั้นฝุ่นเยอะมาก ร้อนไม่มีคนเยอะและไม่คิดว่าจะเสร็จได้แต่ก็สนุกได้อยู่กับเพื่อนเฮฮา ได้ตังด้วยสำคัญมาก
คราวนี้ผมกลับมามันดูสวยงาม คนเยอะ แอร์เย็นแต่ทำไมไม่รู้เหมือนมันสร้างไม่เสร็จได้ผ่านทางเดินก็หลงกว่าจะเจอทาง เจอพวกคณะทัวร์หาลูกค้าเห็นประตูหมุนมีทั้งการจากลาและการพบเจอกันได้เห็นคนหลากหลายเชื้อชาติ หลายอายุ มีคนสวมหน้ากากปิดปากด้วย มีความทรงจำดีๆกับที่นี่เยอะ อย่างน้อยผมก็เป็นคนสร้างนะ (ไม่รู้ว่าสายที่ capไว้เสียไหมนะ)
ถ้าจะนึกถึงคงเป็น ถึงหนังเป็นเรื่อง Terminal เป็นหนังน่ารักที่ผมดูแล้วรู้สึกดีไปกับมันแต่จะให้ผมใช้ชีวิตในสนามบินก็ไม่ไหวนะอยากอยู่บ้านมากกว่า
มีเรื่องเขินๆ ผมต้องนั่งรถไปผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ แล้วมีฝรั่งสองคน จะเดินทางไปไหนไม่รู้ฟังไม่ทันยืนเอ๋อเลย พี่ร.ป.ภ เดินมาคุยกับฝรั่งเฉยเลย เราก็แหะๆๆ ทั้งที่หูฟังก็ฟังภาษาอังกฤษนะ อายจัง
แอร์หนาวมาก เครื่องก็ดีเลย มาซักทีจิ
Filed under: บันทึกเรื่อยเปื่อย
ผมเป็นคนที่ใช้จักรยานแทบทุกวันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ก็คิดถูกนะที่ตัดสินใจ ซื้อมาตั้งแต่ตอนปี 1 เพราะต้องไปทำงานแถวบ้าน คันแรกเป็นจักรยานเสือภูเขา 3 พันกว่าๆ ขี่ไปก็มีชนบ้าง เป็นบางครั้งแต่ไม่ร้ายแรงมากแต่มาพังตอนไปชนเสาแรงมากคราวนี้เลยซื้อแบบจักรยานแม่บ้านนี้มาได้ปีกว่าๆ แล้วไปด้วยกันเกือบทุกที่ แต่ตอนนี้เสียอย่างเดียว ตะกร้าข้างหน้าเสียแล้ว (แม่ซ่อมให้แล้ว) คันนี้ยางแบนบ่อย ต้องไปหาช่างซ่อมแถวบ้านใหม่ ล้อหลังก็เปลี่ยนยางนอก แล้วด้วย
การมีจักรยานก็ดีนะไปไหนก็สะดวกไม่ต้องพึ่งรถเมล์ แต่ต้องระมัดระวังความปลอดภัยจากพี่ใหญ่สิบล้อและพี่เบิ้มรถเมล์หรือสี่ล้อทั่วไป มอไซใจร้อน ก็ต้องมีสตินิดนึงผมสังเกตได้ว่าตอนนี้มีการใช้จักรยานกันมากขึ้นเพราะน้ำมันแพงหรือเปล่าไม่รู้หรือว่าต้องการออกกำลังกายไปในตัว
ระหว่างทางผมก็จะรับเพื่อนร่วมงานไปบริษัทพร้อมกันหรือพาไปส่งประหยัดไปในตัว ข้อดีของจักรยานอีกอย่างคือไม่ต้องกลัวตำรวจ เขาเห็นก็จะปล่อยเราไปขับสวนทางก็ไม่โดนว่าแต่เสี่ยงมากกว่า และที่สำคัญที่ดีอีกอย่างคือ ไม่เสียค่าที่จอดรถด้วย
หันมาปั่นจักรยานกันเถอะไม่ง้อน้ำมัน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ได้ออกกำลังกาย ได้ความตื่นเต้นเร้าใจกันนิดหน่อย อิอิ
ช่วงนี้ผมต้องปั่นผ่านสะพานกรุงเทพบ่อย ไกลนิดนึง เสี่ยงกับรอเมล์เขียวหน่อยๆ แต่ก็ดีนะ
ใครสนใจประวัติศาสตร์ ของจักยาน ตามนี้ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Bicycle
Filed under: มงคลศึกษา
กลับมาพบกับวิชาเรียนอีกครั้งกับชั่วโมงที่สองของ int 651
ศัพท์สองคำที่ต้องรู้จักคือ Formal standard กับ De facto standard
Formal standard คือ มาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยองค์กรกลาง
De facto standard คือสิ่งที่ใช้ตามกันมา ไม่ได้กำหนดโดยองค์กรกลาง
เรื่องต่อมาคือเรื่องของการติดต่อสื่อสาร
ในการติดต่อสื้อสารของคนนั้น พูดด้วยกัน 3 เรื่องคือ
1.เรื่องของกายภาพนั้น (Physical) ในการส่งข้อมูลจะใช้ทางไหน เช่นเสียง, มือ หรือตา (หรือหัวใจ) ถ้าไม่มีหรือใช้คนล่ะช่องทางทำให้การรับข้อมูลไม่เกิดขึ้น
2.เรื่องของภาษาไหนในการติดต่อ (Linguistic) ในการติดต่อกันจะใช้อะไรในการติดต่อ เช่น ภาษาไทย อังกฤษ หรือจีน ถ้าไม่มีหรือใช้คนล่ะภาษาทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง
3.หัวข้อที่คุยกันเป็นเรื่องใด (Cognitive) รู้ว่าหัวข้อที่คุยเป็นเรื่องใดไหว้วานกันแบบไหนถ้าไม่มีก็คุยกันไม่รู่เรื่อง เช่น คนถาม ถามว่า กินไรมา แต่คนตอบ ตอบว่า ไปทะเลมา ทำให้ได้รับข้อความผิดได้
การจะให้ 3 เรื่อง ทำงานพร้อมกันได้ในแต่ล่ะเรื่องต้องมีกติกามากำกับ(Protocol คือ ชุดของกฏที่เป็นข้อตกลงระหว่างคนสองคน กำหนดว่าเราจะสื่อสารระหว่างชั้น [Layer]เป็นแบบไหน และ วิธีการที่จะ Interface เข้ากับชั้นถัดไปเป็นอย่างไร)
ดังนั้นแล้วในการติดต่อระหว่างคนมีดังนี้
1. ในทางกติกาใช้เสียงในการติดต่อ
2. ใช้ภาษาไทยในการพูดคุย
3. หัวข้อที่คุยคือเรื่องการสอบถามเวลา
แต่ Computer ติดต่อกันนั้นซับซ้อนกว่าคนมาก ทำให้ต้องมีกติกาทั้งหมด 7 เรื่อง
เรียกว่า Open System Information (OSI) คือการติดต่อแบบระบบเปิด
ทำไมต้องเป็นระบบเปิด เพราะ
1. ผู้ผลิตแต่ละรายสามารถทำงานในเรื่องที่ตนเองถนัดได้อย่างเต็มที่
2. เพื่อให้ต่างผู้ผลิต ต่างยี่ห้อ ต่างสถาปัตยกรรม สามารถทำ Interoperability หรือ Interconnection ใน Layer เดียวกันได้ และในต่าง Layer ผู้ผลิต ต่างยี่ห้อก็สามารถทำงานร่วมกันได้
3.ง่ายต่อการพัฒนา, การเรียนรู้, ออกแบบ และแก้ปัญหา Protocol ในแต่ล่ะ Layer
เป็นมาตรฐานที่ ISO ออกมา ซึ่งบอกกติกา 7 ชั้น(เรื่อง) มีดังนี้
ชั้นที่ 7 Application Layer คือเซตของ Utility (คำไหว้วาน)ให้ Application Program ใช้เช่น ถ้าเราต้องการไหว้วานเรื่องการเปิดเวป ต้องใช้Protocol HTTP ในการไหว้วาน ถ้าเราไม่มีชั้น Application Layer เราต้องเขียนโปรแกรมในการเปิดเวปเอง
ชั้นที่ 6 Presentation Layer การนำเสนอ data ให้กับ User เข้าใจได้เลือกใช้ Format data (Data structure) เป็นแบบไหนรวมถึงการเข้ารหัสข้อมูลด้วย ทำไมต้องมี Presentation Layer เพราะ Present แปลว่า การนำเสนอ ตัว A หรือ B วิ่งในคอมเราต้องมี Format data ให้มันว่าจะเก็บ A หรือ B ในรูปแบบไหน บน Network ก็ต้องมี Format data เช่นกัน
ชั้นที่ 5 Session Layer เริ่มไหว้วานอย่างไรเมื่อไหว้วานจบแล้วต้องทำอย่างไร เป็นเหมือนผู้กำกับเวทีคอยบอกจังหวะในการติดต่อ Session เป็นตัวเปิด Process ของอีกเครื่องหนึ่ง เรียกว่า Remote Process call
ในสามชั้นนี้เป็นเรื่องของ Software เมื่อดู Code แล้วทำให้รู้ว่า 3 ส่วนนี้แยยออกจากกันยากทำให้ส่วนมากเมื่อคุยกัน ใน Layer บนจะรวมกันเป็น Application Layers (มี s ด้วยนะ เป็น plu noun ฮึ่ม) ทำให้หน่วยที่ลงมาจาก 3 ชั้นนี้เรียกว่า message
ใน Host เครื่องหนึ่ง ไม่ได้ทำ Application เพียงตัวเดียว เราสามารถเปิดบิตและเล่นเวปไปพร้อมกันได้ในเครื่องเดียวต้องมีตัวมากำหนดว่า message ที่ลงมาจาก 3 ชั้นบนนั้น เป็น message ของ Application ไหน
ชั้นที่ 4 Transport layer คือการรองรับการทำงานของหลายๆ Process ที่อยู่บน Host ตัวเดียวกัน เรียกว่า Multiplex Application เพื่อให้ Application หลายๆ Application ได้ใช้ Layer ล่างๆร่วมกันได้
ถ้าเราไม่มี Transport Layer เวลาดูเวปต้องใช้สายไฟเส้นหนึ่ง เข้าเมลก็ต้องใช้สายไฟอีกชุดทำให้ยุ่งยาก(แปลว่า 1 App ต่อ 1 phy )
แต่เมื่อมี Transport เข้ามาช่วย ทำให้เรารู้ว่า message นี้เป็นของใครและต้องส่งให้ Process ไหน (แปลว่า หลาย App บน 1 phy )
ในชั้นนี้ จะเป็นการติดต่อกันระหว่าง Process และ Process
เมื่อมี message ที่ส่งมาจาก Application Layers มีขนาดยาวยาวมาก จำเป็นต้องมีการแบ่งให้มีขนาดเล็กลงแล้วแปะ Port(Address ของชั้น Transport ไว้บอกว่า message นี้มาจาก Application ไหน) ส่งไป หน่วยที่เกิดจาก Transport เรียกว่า segment
Protocol ในชั้นนี้มี TCP (Transmitsion Control Protocol) และ UDP (User Datagram Protocol) โดยที่
TCP เหมาะกับ message ยาว และต้องการความถูกต้องแต่มีพิธีการมากในการส่ง
UDP เหมาะกับ message สั้น ไม่มีการรับรองเรื่องความผิดพลาดของข้อมูลแต่ไม่เรื่องมากในการส่ง
ในการทำ Interoperability ระหว่าง Host สองตัวไม่ได้อยู่ใน Network เดียวกันทำให้ต้องมีการระบุชื่อ Network ลงไปและเลือกเส้นทางที่จะไปเป็นหน้าที่ของ Network Layer
ชั้นที่ 3 Network Layer มีหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ
3.1 การตั้งชื่อ (Addressing) ในการตั้งชื่อเป็นการทำให้รู้ว่าเราส่งไปที่ Network ไหน แต่ถ้ามีเพียงแค่ชื่อ Network ไม่รู้ว่าส่งไปที่ Host ตัวไหนเหมือนกับระบุบ้านเลขที่ แต่ไม่ได้ระบุผู้รับจดหมาย ดังนั้นแล้ว Address ในชั้นนี้ จึงมี ชื่อ Network รวมกับ ชื่อ Host นั่นเอง เรียกว่า IP Address
3.2 การเลือกเส้นทางที่จะไป (Routing) การจะไปยัง Network ที่ต้องการ อาจจะผ่านหลายๆ Network การเลือกเส้นทางไปที่ดีที่สุดเป็นอีกหน้าที่หนึ่งในชั้น Network
จากการทำงานของ Network Layer เป็นการติดต่อกันในระดับ Host to Host และ หน่วยของข้อมูลที่ทำการใส่ IP Address ไปแล้ว เรียกว่า Packet หรือ Datagram
ในสองชั้นนี้ เป็นเรื่องของ Software รวมกับ Hardware และ ตั้งแต่ Network Layer ขึ้นไป Operating system เป็นคนจัดการ
ในการส่ง Packet จาก Host อยู่ภายใน Network เดียวกัน จะใช้ชั้น Datalink Layer มาทำการส่ง
ชั้นที่ 2 Datalink Layer ทำหน้าที่สร้างกล่องโดยใช้ Network Card หรือ Ship โดยการเรียง 1,0 เข้ากล่องและกล่องใบนี้หน้าตายังไง เวลาส่งกล่องต้องบอกด้วยว่ากล่งใบนี้มาจากไหนไปปลายทางไหนต้องมี Address มากำกับเรียกว่า Physical Address,Hardware Address หรือ Mac Address (Media access control) เป็น Address ที่ว่าด้วยการควบคุม เข้าถึง ใช้งาน ตัว Media (สื่อที่ใช้ในการลำเลียงข้อมูล นั่นเอง)
จากการทำงานของ Datalink Layer เป็นการติดต่อกันในระดับ Node to Node และ หน่วยของข้อมูลที่ทำการใส่ MAC Address ไปแล้ว เรียกว่า Frame
ชั้นที่ 1 Physical Layer เป็นเรื่องของการส่งข้อมูลกันจริงๆ โดยทำหน้าที่ เปลี่ยนข้อมูล เป็นไฟฟ้าหรือแสง ส่งแบบมีสายหรือไร้สาย 1,0 หน้าตาเป็นอย่างไร
ทั้ง Datalink Layer และ Physical Layer เป็นเรื่องของ Hardware ล้วนๆ
แต่ Datalink Layer ดูข้อมูลเป็นกล่อง และกล่องเป็นแบบไหน
ส่วน Physical Layer ดูข้อมูลเป็น bit และ 1,0 หน้าตาเป็นอย่างไร
การทำงานของ Host ต้นทาง และ Host ปลายทางต้องทำทุกชั้นแต่เครื่องระหว่างทาง (Node) ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกชั้น
กระบวนการ Encapsulation
การทำงานของ Host ต้นทาง และ Host ปลายทางต้องทำทุกชั้นการไหว้วานนั้นเริ่มที่ App Layerต้องจบที่ App Layer ของ Host ปลายทาง เช่นกัน
ข้อความที่ไหว้วานในชั้น App Layer เรียกว่า message ลงมาทาง Socket ผ่านมาทาง Port ต่างๆ เพื่อระบุว่ามาก App ตัวไหน เมื่อมาถึง Transport layer จะนำ message มาใส่ เบอร์ Port ลงไป message + port เรียกว่า Segment และถูกส่งไปยัง Network Layer จะเติม IP ต้นทาง และ IP ปลายทาง Segment + IP เรียกว่า Packet หรือ Datagram ถูกส่งไปยัง Datalink Layer เติมเบอร์ MAC เข้าไป เรียกว่า Frame พร้อมส่งไปยัง Physical เพื่อเปลี่ยน 1,0 เป็นไฟฟ้าหรือแสง และเมื่อไปถึง Host ปลายทางก็จะทำการกระบวนการถอด ส่วนที่เพิ่มเข้ามาในชั้นต่างๆ ไล่จาก ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุด จึงทำให้เรียก OSI ว่า Protocol Stack นั่นเอง
คำถาม คิดเล่นๆ
มี Com 2 เครื่อง โดยที่ Brower ต่อตรงกับ Server
สมมุตินะ
ถ้าเอาชั้น Network ออกได้ไหม
คำตอบคือได้ โดยใช้ Address ในชั้น Datalink แทน
ถ้าเอาชั้น transport ออกได้ไหม
คำตอบคือได้แต่ต้องมีเพียง 1 app ที่ Server และ Brower
งงกันไหม เรียบเรียงและพิมตั้งนาน เหนื่อยนะ